กลับมาอีกครั้งหลังจากที่ดองไปนาน...
ที่อัพบล็อก เพราะวันนี้เป็นวันดี
ขอแสดงความยินดีกับ นุช ณ seirei ที่ได้เป็นบัณฑิตคนใหม่ในวันนี้ !!

วันนี้โผล่หน้าไปเป็นตากล้องตอน 10 โมงกว่า ๆ ถ่ายรูปกันระห่ำไม่แพ้งานคอสเลย(กร๊าก) เนื่องจากไม่ใช่เจ้าของงานเลยลงแค่นิด ๆ หน่อย ๆ แล้วกัน
วันนี้ไม่พูดมาลงรูปอย่างเดียว
เชิญทัศนา...

"นางเอกของงาน" กับ "สามตากล้องโฉด"

สามคนนั้นช่างขัดลูกตา ถ่ายเดี่ยวดีกว่า...

กับจ๊อยซ์

กับบีม&โม

กับท่านวิส

กับป้าอุซ

กับบาฮะ
รูปคู่ไปแล้วหมู่มั่ง

เบี้ยวชิ...อีกรูปแล้วกัน

รูปคนไปแล้ว...เอาของสวย ๆ งาม ๆ มั่งดีกว่า(หมายความว่าไงวะ)

เสียดายที่ไม่มีสี "แซลมอลพิงค์"...

จะถ่ายรูปดอกไม้ต้องถ่ายด้วยระบบ "มาโซ" เอ๊ย "มาโคร" สินะ กร๊าก~
ลงรูปเท่านี้แหละ...
จากนี้ไปจะเป็นของขวัญรับปริญญาสำหรับบัญฑิตคนใหม่...
นึกนานมากว่าจะให้อะไรดี ๆ คิดไปคิดมามุกตัน เอานี่ไปแล้วกัน
マリア様がみてる~The Virgin's Mary is Watching You~
Prologue
อรุณสวัสดิ์
อรุณสวัสดิ์
คำทักทายในยามเช้าแสนสดใส สะท้อนใต้ท้องฟ้าสีครามใสสะอาด
เหล่าหญิงสาวทั้งหลายเยื้อย่างผ่านสวนของพระแม่มาเรีย วันนี้พวกเธอยังคงลอดรั้วประตูสูงด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์ราวเทพธิดา
ห่อหุ้มร่างกายและจิตใจอันไร้ซึ่งมลทินด้วยชุดนักเรียนสีเข้ม
เพื่อไม่ให้จีบกระโปรงยับ และปกคอเสื้อสีขาวพลิกหงายทุกย่างก้าวต้องค่อย ๆ เยื้อกราย สิ่งเหล่านี้คือคำสอนสั่งของที่นี่ หากออกนอกกรอบย่อมถูกตักเตือน จึงทำให้ที่นี่มีแต่นักเรียนชั้นสูง
โรงเรียนสตรีเอกชนลิเลียน
โรงเรียนเอกชนซึ่งถูกสร้างขึ้นในปีเมย์จิที่สิบสี่ ณ กรุงโตเกียว เขตมุซาชิโนะที่ยังคงหลงเหลือทิวทัศน์สีเขียวอันตราตรึงแห่งนี้นั้น เรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนคาทอลิกแบบคุณหนูเพื่อบุตรีแห่งขุนนางชั้นสูง และเป็นดั่งสวนของหญิงสาว ที่เธอทั้งหลายจะได้รับการอบรมตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัยภายใต้ความคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้า
แม้ว่าวันนี้ กาลเวลาจะแปรเปลี่ยนมาแล้วสามสมัย จากเมย์จิสู่เฮเซย์ เหล่าคุณหนูทั้งหลายยังคงถูกเพาะบ่มเลี้ยงดูด้วยความบริสุทธิ์ ในเรือนเพาะแห่งนี้เป็นเวลายาวนานถึงสิบแปดปี ก่อนจะถูกส่งออกไปสู่สังคมอย่างถนุถนอม โดยเก็บโรงเรียนอันล้ำค่านี้ไว้ในความทรงจำ
ฟุคุซาวะ ยูมิ เองก็เป็นคุณหนูธรรมดาเช่นนั้นคนหนึ่ง
Episode 1: วันจันทร์ที่ใจสั่นไหว
Part : 1
คอยเดี๋ยว
เสียงนั้นดังมาจากทางด้านหลังรั้งตัวยูมิไว้ในเช้าวันจันทร์ เธอหยุดยืนอยู่ตรงทางเดินซึ่งสองข้างทางเรียงรายด้วยต้นกินนัน
เพราะตรงนั้นเป็นที่ตั้งของรูปปั้นพระแม่มาเรีย ทำให้อดหลงคิดไปชั่วครู่ไม่ได้ว่าพระแม่มาเรียทรงเรียกรึเปล่า แต่เสียงนั้นชัดเจนและสง่างามเกินกว่าจะเป็นเพียงมายา
หากถูกเรียกก่อนอื่นต้องหยุดและหันตัวกลับไปพร้อมขานรับ การหันไปเพียงใบหน้าถือว่าผิดมารยาทที่ผู้ดีควรกระทำ แม้จะเจอเรื่องที่ไม่คาดคิดห้ามลนลานเป็นอันขาด นั่นก็เพื่อให้แลดูสง่าและงดงามใกล้เคียงกับคุณพี่ชั้นปีสูงกว่าเพียงสักนิดก็ยังดี เมื่อหันกลับไปแล้วต้องมองคู่สนทนาตรง ๆ พร้อมรอยยิ้มและกล่าวสวัสดี
ทว่า
...
คำทักทายนั้นกลับไม่ได้ออกมาจากปากของยูมิ เพราะทันทีที่ได้เห็นเจ้าของเสียงนั้นเธอถึงกับพูดไม่ออก แม้ในใจจะลิงโลดจนแทบกระโดด แต่ฐานะนักเรียนโรงเรียนลิเลียนที่ต้องรู้จักควบคุมตัวเองอยู่เสมอจึงทำให้สามารถห้ามใจไว้ได้ ...ก็ไม่แน่เสมอไปนักหรอก ที่ยูมินิ่งเหมือนถูกแช่แข็งไปชั่วครู่เป็นเพราะตกใจมากเกินไปจนทำอะไรไม่ถูกเท่านั้นเอง
พอเรียกสติกลับคืนมาได้ ยูมิจึงถามออกไปแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่า
เอ่อ...มีธุระกับฉันเหรอคะ
บริเวณโดยรอบนั้นไม่มีใคร ต่อให้ไม่ต้องถามเพื่อความแน่ใจยูมิก็รู้ว่าสายตาของคนคนนั้นจับจ้องมาที่เธออย่างแน่นอน ทั้งที่เป็นอย่างนั้นก็ยังอดสังสัยไม่ได้อยู่ดี
คนที่เรียกให้เธอหยุดคือฉันเอง เข้าใจไม่ผิดหรอก
ถึงเธอคนนั้นจะบอกว่าเข้าใจไม่ผิดก็เถอะ แต่ตอนนี้ยูมิกลับรู้สึกอยากให้ตอบว่า ขอโทษค่ะ ดูเหมือนฉันจะเข้าใจผิด มากกว่าเสียอีก ตอนนี้ในหัวมันอลหม่านไปหมดนึกเหตุผลที่ถูกเรียกไม่ออกเลย
แต่ดูท่าคนคนนั้นจะไม่รู้เรื่องนี้สักนิด เธอคลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วเดินตรงเข้ามาใกล้ยูมิ
ยูมิกับเธอคนนี้เรียนอยู่คนละชั้นปีจึงไม่เคยได้เห็นหน้าใกล้ชิดขนาดนี้มาก่อน และครั้งนี้ก็ยังเป็นครั้งแรกที่ถูกเรียกอีกด้วย
ผมของเธอยาวตรงถึงเอวจนอดคิดไม่ได้ว่าไว้ยาวขนาดนี้ผมไม่แตกปลายสักเส้นเลยเหรอ แถมเงางามจนแทบอยากให้บอกยี่ห้อแชมพูที่ใช้อยู่เลยทีเดียว
ช่วยถือให้หน่อยสิ
เธอยื่นกระเป๋านักเรียนในมือมาให้ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมแต่ยูมิก็รับมันมา แล้วเธอคนนั้นโอบสองมือที่ว่างเปล่าไปยังหลังคอของยูมิ
(ว๊าย-----!!)
ยูมิเกร็งคอและหลับตาจนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในชั่ววินาทีนั้น
คอซองเบี้ยวอยู่นะ
เอ๊ะ
พอลืมตาขึ้นก็พบใบหน้าอันงดงามของเธอคนนั้นซึ่งกำลังจัดคอซองให้กับยูมิอยู่
ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยเสมอสิ พระแม่มาเรียทรงเฝ้ามองพวกเราอยู่นะ
พอพูดจบเธอก็รับเอากระเป๋านักเรียนคืนจากยูมิแล้วเดินจากไปทางอาคารเรียน โดยทิ้งไว้เพียงคำว่า ลาก่อน
เมื่อกี้...คนเมื่อกี้นี้...
เมื่อยูมิซึ่งยืนอยู่ตรงนั้นค่อย ๆ ลำดับเหตุการณ์ได้ทีละน้อย เลือดก็สูบฉีดขึ้นยังใบหน้า
ไม่ผิดแน่
โองาซาวาระ ซาจิโกะซามะ นักเรียนชั้นปีสอง เลขที่เจ็ด ผู้ที่ทุกคนเรียกกันว่า
Rosa Chinensis en Bouton (ดอกตูมแห่งเถากุหลาบแดง)
ซึ่งเป็นที่หลงใหลของนักเรียนทั้งโรงเรียน จนทุกคนอดคิดไม่ได้ว่า เพียงแค่จะเรียกชื่อก็ยังลังเลเพราะคนอย่างฉันมีค่าคู่ควรจะเรียกชื่อของคนคนนั้นรึเปล่านะ...
อะไรกันเนี่ย...
ความเขินอายพุ่งขึ้นมา
ไม่น่าเป็นแบบนี้เลย
ยูมิยังคงยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นพลางคิดในใจ
อุตส่าห์มีโอกาสได้คุยกับคุณพี่ที่หลงใหลเป็นครั้งแรกแท้ ๆ แต่กลับจบอย่างน่าอายแบบนี้ พระแม่มาเรีย พระองค์ทรงกลั่นแกล้งลูกได้โหดร้ายเกินไปแล้ว...
ส่วนพระแม่มาเรียซึ่งถูกยูมิมองอย่างตัดพ้ออยู่นั้น ก็ยังทรงเผยรอยยิ้มบริสุทธิ์ และประทับยืนอย่างเงียบสงบกลางสวนหย่อมเขียวขจีดั่งเช่นเคย
ขอโทษที่มีแค่ส่วนเดียว ตอนแรกกะว่าจะแปลให้มากกว่านี้ แต่พอดีมีงาน+สติแตกนิดหน่อยเลยได้แค่นี้...
ส่วนต่อไปจะมาเมื่อไหร่...ไม่กล้ารับปาก...
แต่จะพยายามทำให้ได้เน้อ...
แล้วก็ขอแสดงความยินดีด้วยอีกครั้งนะ
卒業して、おめでとう!!
それでは、失礼致します。
มาริมิเตะบันไซ!!!