2009/Jan/11

เพิ่งเปิดทำงานมาแต่อาทิตย์แรกของปี ก็เหนื่อยแทบสำรอกวิญญาณออกมาจากปากแล้ว...

งานยุ่งจนเรียกได้ว่าหฤโหดทีเดียว หากมองในแง่ดีคงเรียกว่าโชคดีที่ยังมีงานทำ แต่ถ้ามองอีกมุม ปีนี้คงมีแววกลายเป็นบุคคลหายสาปสูญยิ่งกว่าปีที่ผ่าน ๆ มาแน่... ตอนนี้เลยอยู่ในอารมณ์ที่บอกไม่ถูกว่าควรดีใจหรือควรเหนื่อยใจ เลยต้องเอากองโดฯ ที่หอบกลับมาช่วยปลอบใจแทน (ฮา)

หลังจากที่เกริ่นแบบไม่มีเนื้อเลยไปเมื่อคราวก่อน วันนี้กลับมาพล่ามทัวร์ (โอตาคุ) @ Tokyo ต่อ แต่เพราะตอนที่อยู่ที่โน่นอากาศหนาวมาก ทำเอากล้องแฮงค์ไปหลายรอบ รูปเลยเสียไปเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะรูปคอสฯ orz... ตอนนี้กำลังหาวิธีซ่อมไฟล์อยู่ ไม่รูเหมือนกันว่าจะซ่อมกลับมาได้มากน้อยแค่ไหน TAT...ตอนนี้เลยลงเฉพาะรูปที่ไม่มีปัญหาน่อ

ก่อนเข้าเนื้อหาหลัก ขอระลึกชาติไปถึงเมื่อปีที่แล้ว ตอนแรกเรากับพี่น้องที่คิดไปงานโคมิเคะฤดูร้อนกันตอนกลางปี แต่เพราะติดงานกับอะไรหลาย ๆ อย่าง จึงต้องเลื่อนมาเป็นงานฤดูหนาวแทน แถมตอนแรกตั้งใจจะไปแค่ 5-6 วัน แต่ไฟล์บินเต็มเกือบหมด เพราะช่วงปลายปีคนญี่ปุ่นแห่กลับบ้าน ขนาดจองตั้งแต่กลางปียังเกือบเต็มเลย (ฉะนั้นใครจะไปช่วงปลายปีอย่าชะล่าในนะฮะ รีบจองได้รีบจองซะ) ท้ายที่สุดก็ลากยาวเป็น 10 วันจนได้...

กลับมาทีจนกรอบจนแทบจะขายไตเลี้ยงตัว (ไม่ใช่ล่ะ)

หลังจากไล่ถามข้อมูลจากผู้มีอุปการะคุณทั้งหลาย และลงมือวางแผนทัวร์ จองที่พัก พร้อมยื่นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว ก็เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญหลายอย่างทั้งบ้างเืมืองดูระอุ สนามบินโดนยึด ค่าเงินพุ่งกระฉูด เผลอเตะโดนบันไดจนเล็บแทบแหก (ระทึกมาก...)

แต่ท้ายที่สุดเราก็ได้ไปจนได้ (ด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ~.39 TAT) จนเป็นที่มาของไดอารี่นี้...

บันทึกทัวร์วันที่ 1 池袋 (Ikebukuro) : K-BOOKS, Animate Shop และแมงดา (?)

เที่ยวบิน SQ 0632 บินออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในคืนวันที่ 24 ธันวาคม และร่อนลงจอดที่สนามบินนาริตะในเช้าวันที่ 25

หลังจากผ่านด่านอรหันต์ 'กองตรวจคนเข้าเมือง' แล้ว พวกเราก็เดินไปซื้อตั๋ว Narita Express เพื่อใช้เดินทางไปยังอิเคะบุคุโร รถไฟออกประมาณ 10 โมง ระหว่างที่รอก็หาอะไรดื่มฆ่าเวลา

โซดาองุ่นเย็น กับชามะนาวร้อน ของกินอย่างแรกเมื่อมาเหยียบญี่ปุ่น...

หลังจากนั่งรอนอนรอได้พักหนึ่ง รถไฟขบวนที่เรารอคอยก็มาถึง Narita Express ที่จะมุ่งหน้าเข้าเมือง ภายในรถค่อนข้างโล่ง ในตู้เท่าพวกเรานั่งอยู่นอกจากพวกเราแล้วก็มีครอบครัวชาวญี่ปุ่นครอบครัว หนึ่ง และนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกอีกสองสามคน จากนั้นไม่นานรถไฟก็เคลื่อนขบวนออก และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องระทึกขวัญที่ยิ่งกว่า...(สรุปตูเขียนนิยายสยองขวัญอยู่ ?) ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถเราก็หาอะไรทำฆ่าเวลาไปเรื่อย ทั้งนอนเอาแรง เทสต์เจ้ากล้องคู่ใจ ไม่ก็นั่งมองวิวไปเรื่อยเปื่อย

วิวนี้ถ่ายมาจากบนรถ ตอนที่นั่งมองบ้านเรือนก็คิดในใจว่า เหมือนที่เห็นในการ์ตูนจริง ๆ ด้วยแฮะ...

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่เราก็นั่งมาถึงสถานีโตเกียว พอเหลือบมองแผนที่ก็เห็นว่าสถานีอิเคะบุคุโรคือสถานีต่อไปก็ปลุกเจ้าน้องสาวที่หลับปุ๋ย รถไฟออกตัวอีกครั้งและแล่นต่อไปเรื่อย ๆ

ตอนนั้นเองที่เราสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่าง รถขบวนนี้ไม่จอดที่อิเคะบุคุโร แต่กลับมุ่งหน้าไปยังโยโกฮามะ !! ตอนนั้นเราแอบตื่นตระหนกเล็กน้อย และตัดสินใจเดินไปถามครอบครัวคนญี่ปุ่นที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ถึงรู้ว่าความจริงแล้วถ้าจะไปอิเคะบุคุโร ต้องเปลี่ยนขบวนรถที่สถานณีโตเกียว !! (ทำไมตอนซื้อตั๋ว เจ้าหน้าที่ไม่บอกสักคำว้า~ อย่าคิดว่าแค่พูดญี่ปุ่นได้ แล้วตรูจะตรัสรู้ทุกอย่างดิ !!) โชคดีที่คุณยายใจดีช่วยบอกว่าให้ลงที่สถานีที่กำลังจะจอดแล้วนั่งรถไฟย้อน กลับไปได้ (คุณยายใจดีมาก ถึงขั้นมาส่งถึงนอกขบวนรถเลย ขอบคุณมากฮะ m(_ _)m)

หลังจากเดินงม และสอบถามเจ้าหน้าที่ในสถานี สามพี่น้องก็นั่งรถไฟ JR ย้อนกลับมาที่อิเคะบุคุโรได้สำเร็จจนได้ ...และแล้วเรื่องระทึกขวัญก็จบลงด้วยประการฉะนี้ (...แค่นี้เองรึ)

พอเดินออกจากสถานีอิเคะฯ พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังที่พักที่จองเอาไว้ ระหว่างทางก็ไล่ถามทางชาวบ้านไปเรื่อย  แม้จะเดินอ้อมไปหน่อย ในที่สุดก็มาถึง ウィークリーマンション 東池袋 ซึ่งเป็นที่พักจนได้ (ที่จริงถ่ายรูปด้านหน้ามาด้วย แต่เสียดายที่รูปเสีย)

ตอนที่ไปถึงยังเช็คอินไม่ได้เพราะยังไม่ถึงเวลา พวกเราเลยฝากกระเป๋าเอาไว้ แล้วออกไปเดินร่อนเพื่อสำรวจเส้นทางกับแหล่งต่าง ๆ ว่าอะไรอยู่ตรงไหน

ตรงนี้คือบริเวณใกล้ ๆ สถานีอิเคะฯ แถวนี้มีห้างร้านใหญ่ ๆ ค่อนข้างเยอะ คนจึงคึกคักพอสมควร ขนาดตกดึกคนยังเยอะเลย

จากสถานีอิเคะฯ มาไม่ไกลนักจะเป็นตรอกกึ่ง ๆ ตรอกโอตาคุแห่งอิเคะบุคุโร ตรอกนี้จะเต็มไปด้วยเกมเซ็นเตอร์ ร้านปาจิงโกะที่เปิดเพลงอีวาฯ ตลอดเวลา มีตึก GIGO ของค่าย SEGA ซึ่งเมื่อก่อนตรงชั้น 7 จะมีคาเฟของซากุระ ไทเซ็นอยู่ แต่ตอนนี้คาดว่าคงปิดไปแล้ว ...เสียใจมาก TAT รวมถึงมียังร้าน Toranoana ร้านขายโดจินฯ ชื่อดัง แถมมีโรงหนังที่ดูเหมือนจะฉายเฉพาะอนิเมอยู่ด้วย

ตอนเราไปถึงกำลังฉาย 空の境界 พอดี โฮกมากกกกกกกกกกกกกกกกก

เมื่อเริ่มรู้สึกตัวกันว่าตั้งแต่มาเหยียบญี่ปุ่น ยังไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกันเลย พวกเราสามพี่น้องก็ตัดสินใจเดินเข้าร้านราเมงที่อยู่แถวนั้น เป็นร้านเล็ก ๆ แต่ลูกค้่าเพียบ บรรยากาศดูสไตล์ง่าย ๆ

น้ำเปล่าฟรี

ซึเคเมงของพี่

อันนี้ของน้อง

ส่วนอันนี้ของเรา ...ราเมงถั่วงอกกับกองหมูสับ...

...ปริมาณเยอะมาก เล่นเอาอิ่มแทบอ้วก ของสามคนรวมกันสนนราคาประมาณ 1200 เยน ซึ่งถือว่าไม่แพงนัก

หลังจากกินอิ่ม ก็ได้เวลากลับไปพี่พักเพื่อเช็กอินพอดี ห้องพักที่เราจองไว้มีสองห้อง ห้องคู่ของพี่กับน้อง และห้องเดี่ยวของเรา (สบายแฮ...)

เตียงนอนขาวสะอาด นุ่มนอนสบาย

อีกมุมนึง ในห้องมีครัวแบบง่าย ๆ ให้ด้วย ทำอาหารได้เลยล่ะ (...แต่ขี้เกียจทำ)

ภายในห้องไม่กว้างเท่าไหร่ เรียกว่าแค่พอซุกหัวนอนก็ยังได้ แต่ยังไงจุดประสงค์หลักคือมาเที่ยว แค่ที่พอซุกหัวนอนก็พออยู่แล้ว

หลังจากเก็บของตามสมควร ก็ออกไปร่อนกันอีกรอบ คราวนี้ไปแบบมีจุดประสงค์นั่นคือ...

โปรดสังเกตป้ายข้างบน...

ร้าน K-BOOKS ซึ่งเป็นร้านขายโดจินชิ มังกะ และสิ้นค้าอนิเมมือสอง ที่อิเคะฯ มีอยู่ถึงสี่สาขา และแต่ละสาขาจะขายของต่างกัน

ร้านนี้จะเน้นขายสินค้าอนเมเป็นหลัก

ส่วนร้านนี้จะขายโดจินชิสำหรับผู้ชาย 

ร้านนี้ขายมังกะ

และมีอีกร้านซึ่งขายโดจินสำหรับผู้หญิง แต่ลืมถ่ายรูปมา

ใกล้ ๆ กันนั้นก๊มี...

ร้าน mandarake หรือที่เราเรียกมันว่าแมงดา เป็นร้านที่เน้้นขายโดจินสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ แค่ป้ายข้างหน้าก็บ่งบอกแล้ว...

นอกจากนี้แถวนี้ยังมีร้าน Animate กับอีกร้านนึง (ซึ่งเราจำชื่อไม่ได้) อยู่ด้วย แต่ลงรูปไม่ได้เพราะไฟล์เสีย TAT

แถวนี้เรียกได้เป็นโซนอัตรายที่ฉกฉวยเงินไปจากกระเป๋าตังค์พวกเราได้เป็น อย่างดี เพราะแค่วันแรกเราก็หอบทั้งนิยาย Fate/Zero ทั้ง 4 เล่ม, นิยาย 空の境界, นิยาย ARIA ฯลฯ กลับห้องพักแล้ว

ระหว่างทางเดินกลับที่พัก ก็แวะเข้าแฟมมิลี่ มาร์ทกันเล้กน้อย สิ่งที่ซื้อติดมาด้วยคือ...

พุดดิ้งถ้วยยักษ์ใหญ่ เทียบกับถ่านให้ดูเลยว่าใหญ่มาก จนกินไม่หมดในคราวเดียว ต้องเก็บใส่ตู้เย็นไว้กินต่อวันหลัง รสออกหวานและได้รสชาติของไข่อย่างมาก...

และกาแฟที่เราขาดไม่ค่อยได้

หลังจากเหนื่อยและระทึกมาทั้งวัน เราก็ล้างตัว สวมยูคาตะ (แบบผูกมั่ว) แล้วเข้านอนเพื่อเอาแรง

ไดอารี่ของวันแรกจบลงเพียงเท่านี้ฮะ

พบกันใหม่ในตอนต่อไปกับ ดินแดนแห่งความฝัน 三鷹の森 ジブリ美術館 (GHIBLI MUSEUM @MITAKA)

それでは、失礼致します。

ป.ล. แถมท้ายอีกนิด หน้าหนาวที่ญี่ปุ่นนั้นมืดเร็วมาก แค่สี่ห้าโมงเย็น ก็มืิดเหมือนสองสามทุ่มบ้านเราแล้ว ต้องคอยมองนาฬิกาตลอดเวลา ว่าตอนนี้มันกี่โมงกันแน่... 

ป.ล.2 ขอแวะมาโฮกมาริมิเตะหน่อย ตอนดู OP นึกกว่ากลายเป็นการ์ตูนสาวน้อยเวทย์มนต์ไปแล้วซะแล้ว เพลงร่าเริงเชียว แต่ ED สุดจะโฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก !!

Comment

Comment:

Tweet


พึ่งไปมาตอนซัมเมอร์คะ
อ๊ะ.. พัก เเถวๆ เดียวกันเลยค่า

จำป้ายK-book[สีเเดง]นั่นได้มันอยู่ตรงเเยก พอดี

พอเลี้ยวขวา ข้ามถนนไป ย่านอะไรจำไม่ได้
เเต่คนเยอะมาก ขนาดตอนกลางคืนนะนั่น^^
#8 by Black piccolo At 2009-01-24 19:03,
น่ากินจังเลย ของอ้วนๆ นี่ช๊อบชอบconfused smile
#7 by โปรแกรมบัญชี (58.9.226.95) At 2009-01-21 19:56,
นี่เองพุดดิ้ง โฮกกกกกกกก ใหญ่มวาก!!
#6 by hikaru At 2009-01-16 14:56,
#2 nice request! ขอแฟนเซอร์วิส!
ยูกาตะ! ยูกาตะ! ยูกาตะ! (จังหวะขออังกอร์)
/me โดนเตะออกนอกบล็อก

เห็นแล้วน่าเที่ยวง่า
เฮียขรา เก็บเงินอีกปีสองปีแล้วจัดก๊วนเที่ยวกันยุ่นกันเถอะ!
#5 by Seirei The Holy Spirit At 2009-01-13 20:24,
พุดดิ้งน่ากิน
มันดาราเคะนั่น...เคยหลงเข้าไปด้วย(โดนเพื่อนหลอก)มีแต่ยาโอ่ย แถมเขียนแปะป้ายไว้บนชั้นอีกว่าคู่ใครกับใคร...
โรงแรมห้องกว้างใช้ได้เลยนะเนี่ย
#4 by alpha At 2009-01-12 00:36,
โฮกกก อิจฉา อยากไปมั่งจังคะ

ร้านการ์ตูน สำหรับผู้หญิง embarrassed
#3 by ๛Girl In Game๛ At 2009-01-11 21:36,
อยากเห็นเฮียในชุดยูคาตะ แฟนเซอร์วิสหน่อยซี่

op เอาไปตัดต่อใส่เพลง Clamp in wonderland 2 แล้วเข้ากันเป็นบ้าเลย
(ไปจิ้มดูได้ที่บล๊อกเรา ฮ่าๆ)
#2 by Mukiki At 2009-01-11 16:17,
ขอบคุณที่เก็บบรรยากาศมาฝากจ้า บ้านเค้านี่มีแต่ของดีไซน์เนอะ แพ็คเกจสวยจิง surprised smile
#1 by Blood Lust Vampyre (::[o]::) At 2009-01-11 11:04,